๑. ประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ — นิยามกำไรสุทธิและหลักเกณฑ์สิทธิ
๒. ประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ทวิ — เงื่อนไขการคำนวณกำไรสุทธิ
๓. ประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี — รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี
๔. ประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๖ — ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
๕. ประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๗ ทวิ — การยื่นภาษีกลางปี (ภ.ง.ด.51)
๖. ประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๘–๖๙ — กำหนดเวลายื่นภาษีปลายปี (ภ.ง.ด.50)
ใครต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล?
ประมวลรัษฎากรมาตรา ๖๖ กำหนดว่าบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งในทางปฏิบัติครอบคลุมบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล และกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ที่จดทะเบียนในประเทศไทย รวมถึงสาขาของบริษัทต่างชาติที่ดำเนินกิจการในประเทศไทย
กำไรสุทธิ: ฐานภาษีที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง
ประมวลรัษฎากรมาตรา ๖๕ วางหลักการคำนวณกำไรสุทธิว่า
"เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ ทวิ และมาตรา ๖๕ ตรี"
— ประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕
หลักสำคัญที่มาตรา ๖๕ กำหนดอีกประการหนึ่งคือ "หลักเกณฑ์สิทธิ" (Accrual Basis) ซึ่งหมายความว่า รายได้ต้องนำมารวมในรอบบัญชีที่เกิดสิทธิจะได้รับ ไม่ใช่เมื่อได้รับเงินจริง และรายจ่ายต้องนำมาหักในรอบบัญชีที่มีหน้าที่ต้องจ่าย ไม่ใช่เมื่อจ่ายจริง นี่คือหัวใจของระบบบัญชีที่ถูกต้องตามภาษี
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลมาตรฐานคือ ๒๐% ของกำไรสุทธิ แต่บริษัทที่จัดเป็น "วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม" หรือ SMEs ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน ๕ ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวมกันไม่เกิน ๓๐ ล้านบาทต่อรอบระยะเวลาบัญชี จะได้รับอัตราภาษีพิเศษดังนี้
| กำไรสุทธิ | บริษัททั่วไป | SME (ทุน ≤ 5 ล้าน / รายได้ ≤ 30 ล้าน) |
|---|---|---|
| ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท | ๒๐% | ยกเว้น (๐%) |
| ๓๐๐,๐๐๑ – ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท | ๒๐% | ๑๕% |
| เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป | ๒๐% | ๒๐% |
นอกจากนี้ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้รับอัตราภาษีพิเศษในบางกรณี และบริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลาที่กำหนด
รายจ่ายต้องห้าม: สิ่งที่หักจากรายได้ไม่ได้
ประมวลรัษฎากรมาตรา ๖๕ ตรี กำหนดรายจ่ายต้องห้ามที่นำมาหักออกจากรายได้เพื่อคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้ ซึ่งเป็นจุดที่ธุรกิจมักเข้าใจผิดและนำไปสู่การถูกประเมินภาษีเพิ่ม รายจ่ายต้องห้ามสำคัญ ได้แก่
| ประเภทรายจ่ายต้องห้าม | คำอธิบาย |
|---|---|
| รายจ่ายส่วนตัว | รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการที่นำมาเบิกจากบริษัท |
| เงินสมทบกองทุนส่วนเกิน | เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกินอัตราที่กฎหมายอนุญาต (สูงสุด ๑๕% ของค่าจ้าง) |
| ค่าปรับ ค่าเสียหาย | เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีอากรที่ต้องชำระ รวมถึงค่าปรับจากการฝ่าฝืนกฎหมาย |
| รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐาน | รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานอันสมควร |
| ค่าของขวัญและเลี้ยงรับรองเกินอัตรา | ค่าของขวัญหักได้ไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาทต่อคนต่อคราว ค่าเลี้ยงรับรองหักได้ไม่เกิน ๐.๓% ของรายได้ |
| ดอกเบี้ยเงินกู้จากผู้ถือหุ้นเกินอัตราตลาด | หากบริษัทกู้เงินจากผู้ถือหุ้นในอัตราดอกเบี้ยสูงเกินสมควร ส่วนที่เกินอาจถูกตีความเป็นรายจ่ายต้องห้าม |
กำหนดการยื่นภาษี: อย่าพลาดกำหนดเวลา
บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล ๒ ครั้งต่อปี ตามประมวลรัษฎากร
| แบบยื่น | ช่วงเวลา | กำหนดยื่น | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ภ.ง.ด.51 (กลางปี) | ครึ่งปีแรกของรอบบัญชี | ภายใน ๒ เดือนนับจากวันสุดท้ายของ ๖ เดือนแรก | ชำระภาษีครึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรทั้งปี |
| ภ.ง.ด.50 (ปลายปี) | ทั้งรอบบัญชี | ภายใน ๑๕๐ วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี | ยื่นงบการเงินและชำระภาษีส่วนที่เหลือ |
สำหรับรอบบัญชีที่สิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม (รอบบัญชีทั่วไป) หมายความว่า ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ภายในวันที่ ๓๑ สิงหาคม และต้องยื่น ภ.ง.ด.50 ภายในวันที่ ๓๑ พฤษภาคมของปีถัดไป (ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ได้รับขยายเวลา ๘ วัน)
กรณียื่น ภ.ง.ด.51 แล้วประมาณการกำไรต่ำกว่าที่ควรเกินกว่า ๒๕% ของกำไรสุทธิจริง จะมีเงินเพิ่มอีก ๒๐% ของภาษีส่วนที่ขาด ซึ่งเป็นต้นทุนที่ธุรกิจควรหลีกเลี่ยงด้วยการประมาณการอย่างรอบคอบ
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: หน้าที่ที่ธุรกิจมักลืม
นอกจากภาษีนิติบุคคลแล้ว บริษัทยังมีหน้าที่เป็น "ผู้หักภาษี ณ ที่จ่าย" เมื่อจ่ายเงินบางประเภท ซึ่งต้องนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ ๗ ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ ๑๕ กรณียื่นทางอินเทอร์เน็ต) อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่พบบ่อยในธุรกิจทั่วไป ได้แก่ ค่าบริการ ๓%, ค่าเช่า ๕%, เงินปันผล ๑๐%, ค่าจ้างพนักงาน (ตามอัตราก้าวหน้า) และการจ่ายให้บริษัทต่างประเทศอาจต้องหักสูงถึง ๑๕%
การวางแผนภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
การวางแผนภาษีที่ดีต้องแยกให้ออกระหว่าง "การวางแผนภาษี" (Tax Planning) ซึ่งใช้สิทธิประโยชน์ที่กฎหมายอนุญาต กับ "การหลีกเลี่ยงภาษีโดยไม่ชอบ" (Tax Evasion) ซึ่งมีโทษทางอาญา แนวทางการวางแผนภาษีอย่างถูกต้องที่บริษัทควรพิจารณา ได้แก่ การใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้สองเท่า (Double Deduction) สำหรับค่าใช้จ่ายด้าน R&D และการฝึกอบรม การวางโครงสร้างเงินเดือนกรรมการที่เหมาะสม และการพิจารณาขอรับส่งเสริม BOI ถ้าเข้าเงื่อนไข
- รายจ่ายสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้ โดยเฉพาะค่าที่ปรึกษาและค่าโฆษณา
- รายได้ต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกัน
- ยื่น ภ.ง.ด.51 โดยประมาณการกำไรต่ำมากทุกปี แล้วกำไรจริงสูงกว่ามาก
- รายการระหว่างกันกับบริษัทในกลุ่มโดยไม่มี Transfer Pricing Policy
- ขาดเอกสารประกอบรายจ่ายที่ครบถ้วน
ทำไมธุรกิจต้องการที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งกฎหมายและบัญชี?
ภาษีนิติบุคคลมีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับการบัญชีและกฎหมายองค์กรธุรกิจ ความผิดพลาดในการวางโครงสร้างธุรกิจตั้งแต่ต้นอาจนำไปสู่ภาระภาษีที่ไม่จำเป็น ในทางกลับกัน การวางแผนที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นสามารถลดภาระภาษีอย่างถูกกฎหมายได้อย่างมีนัยสำคัญ
เอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญทั้งกฎหมายองค์กรธุรกิจและประสบการณ์จริงจากการบริหารองค์กรธุรกิจ พร้อมให้คำปรึกษาด้านโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม การตรวจสอบเอกสารและสัญญาที่มีผลต่อภาษี และการให้ความเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับประเด็นภาษีที่ธุรกิจกำลังเผชิญ
มีคำถามเรื่องภาษีนิติบุคคล?
ที่ปรึกษาของเราพร้อมช่วยทบทวนโครงสร้างภาษีและให้คำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง
ขอรับคำปรึกษา- ภาษีนิติบุคคลคิดจากกำไรสุทธิ (รายได้ หัก รายจ่ายที่ยอมให้หัก) — ไม่ใช่รายได้ทั้งหมด
- อัตรามาตรฐาน ๒๐% แต่ SME ที่ทุน ≤ ๕ล้าน รายได้ ≤ ๓๐ล้าน ได้อัตราพิเศษถึง ๐%
- ยื่น ภ.ง.ด.51 กลางปี ภายใน ๒ เดือน / ยื่น ภ.ง.ด.50 ปลายปีภายใน ๑๕๐ วัน
- ประมาณการกำไรต่ำกว่าจริงเกิน ๒๕% มีเงินเพิ่ม ๒๐% ของภาษีส่วนที่ขาด
- รายจ่ายต้องมีหลักฐานครบถ้วนและต้องเกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง