สัญญาจ้างงานที่รัดกุม: ข้อที่ต้องมี ข้อที่ต้องระวัง และข้อห้ามตามกฎหมาย

คู่มือร่างสัญญาจ้างงานที่ปกป้องทั้งนายจ้างและลูกจ้าง — พร้อมกฎหมายอ้างอิงจาก ป.พ.พ. และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

แชร์หน้านี้ LINE Facebook
📅 ปรับปรุง ๒๗ กันยายน ๒๕๖๙ ⏱️ เวลาอ่าน 11 นาที 📂 กฎหมายแรงงาน ✍️ โดย เอกสยาม ชัยศร

ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

กฎหมายที่ใช้อ้างอิงในบทความนี้
๑. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา ๕๗๕–๕๘๖ ว่าด้วยจ้างแรงงาน — กฎหมายแม่บทสัญญาจ้าง
๒. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ (แก้ไขเพิ่มเติมถึงปัจจุบัน) — สิทธิขั้นต่ำที่ตัดออกจากสัญญาไม่ได้
๓. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๔/๑ และมาตรา ๗๖ — หลักประกันการทำงาน ข้อสัญญาที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบเกินสมควร และการหักค่าจ้าง
๔. พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๕ — ข้อตกลงจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพ (ข้อห้ามแข่งขัน)
๕. พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๙ — ลิขสิทธิ์ในงานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์
สารบัญ
  1. สัญญาจ้างงานคืออะไร และต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่?
  2. ข้อสำคัญที่สัญญาจ้างงานทุกฉบับต้องมี
  3. ช่วงทดลองงาน: สิทธิและข้อจำกัดที่นายจ้างต้องรู้
  4. ข้อห้ามแข่งขันหลังออกจากงาน (Non-Compete Clause)
  5. ข้อความลับทางการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา
  6. ข้อสัญญาที่กฎหมายไม่รับรอง: สิ่งที่ตัดออกจากสัญญาไม่ได้
  7. สัญญาจ้างแบบมีกำหนดระยะเวลา (Fixed-Term Contract)
  8. ทำไมสัญญาจ้างงานที่ทำเองมักมีปัญหา?

สัญญาจ้างงานคืออะไร และต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่?

ป.พ.พ. มาตรา ๕๗๕ ให้นิยามสัญญาจ้างแรงงานไว้ว่า

"อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้"
— ป.พ.พ. มาตรา ๕๗๕

ข้อที่ควรทราบคือ กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดให้สัญญาจ้างงานต้องทำเป็นหนังสือเสมอไป การตกลงด้วยวาจาก็มีผลผูกพันได้ แต่ปัญหาในทางปฏิบัติคือเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น ฝ่ายที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือมักเสียเปรียบในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อศาลแรงงาน ดังนั้น ทั้งนายจ้างและลูกจ้างควรทำสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ

ข้อสำคัญที่สัญญาจ้างงานทุกฉบับต้องมี

สัญญาจ้างงานที่ดีควรระบุข้อความสำคัญอย่างน้อยดังต่อไปนี้

๑. ชื่อ-ที่อยู่ของทั้งสองฝ่าย — ระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นนายจ้าง ใครเป็นลูกจ้าง ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล ต้องระบุชื่อบริษัทและผู้มีอำนาจลงนาม

๒. ลักษณะงานและตำแหน่งหน้าที่ — อธิบายงานที่ต้องทำให้ชัดเจน เพื่อป้องกันข้อพิพาทเรื่องการมอบหมายงานนอกขอบเขต ซึ่งอาจนำไปสู่การโต้แย้งว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างอย่างมีนัยสำคัญ

๓. อัตราค่าจ้างและวิธีการจ่าย — ระบุจำนวนเงิน วิธีชำระ (เงินสด/โอนธนาคาร) และกำหนดจ่ายให้ชัดเจน กฎหมายห้ามนายจ้างจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่รัฐกำหนด

๔. วันและเวลาทำงาน — พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานกำหนดชั่วโมงทำงานปกติไม่เกิน ๘ ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับงานอันตรายต้องไม่เกิน ๗ ชั่วโมงต่อวัน

๕. วันหยุดและวันลา — วันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ ๑ วัน วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่าปีละ ๑๓ วัน ลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริงโดยได้รับค่าจ้างไม่เกินปีละ ๓๐ วันทำงาน ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ไม่น้อยกว่าปีละ ๓ วันทำงาน และลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่งได้ไม่เกิน ๑๒๐ วัน โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลานั้นไม่เกิน ๖๐ วัน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา ๒๘ ๒๙ ๓๒ ๓๔ ๔๑ ๕๗ และ ๕๙ · สิทธิลาเพื่อคลอดบุตร ๑๒๐ วันแก้ไขโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๘)

ช่วงทดลองงาน: สิทธิและข้อจำกัดที่นายจ้างต้องรู้

ช่วงทดลองงาน (Probation Period) เป็นประเด็นที่มักเข้าใจผิดบ่อยที่สุด ความเข้าใจที่พบบ่อยคือ ในช่วงทดลองงานเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวหรือจ่ายเงินใด ๆ แต่แม้จะอยู่ในช่วงทดลองงาน ลูกจ้างก็ยังมีสิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานอยู่ครบถ้วน

ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๒ วางหลักเรื่องการบอกกล่าวล่วงหน้าว่า

"ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กำหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็อาจทำได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน"
— ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๒

ผลคือ ถ้านายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างที่อยู่ในช่วงทดลองงาน (สมมติว่าจ่ายเงินเดือนทุกสิ้นเดือน) นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย ๑ รอบการจ่ายค่าจ้าง หรือจะจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวก็ได้ ส่วนสิทธิได้รับค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทำงานครบ ๑๒๐ วันขึ้นไป

ข้อห้ามแข่งขันหลังออกจากงาน (Non-Compete Clause)

ข้อห้ามแข่งขัน (Non-Compete) หลังออกจากงานไม่มีบทบัญญัติเฉพาะใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แต่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๕ ซึ่งบัญญัติว่า ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงานที่ไม่เป็นโมฆะ แต่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

มาตรา ๕ วรรคสองให้ศาลพิเคราะห์ขอบเขตด้านพื้นที่และระยะเวลาของการจำกัดสิทธิ ความสามารถและโอกาสของลูกจ้างในการประกอบอาชีพในรูปแบบอื่นหรือกับบุคคลอื่น ประกอบกับทางได้เสียอันชอบด้วยกฎหมายของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ข้อห้ามแข่งขันที่กว้างเกินประโยชน์ที่นายจ้างต้องคุ้มครองจึงอาจถูกศาลจำกัดให้ใช้บังคับได้เพียงบางส่วน การร่างข้อนี้จึงควรระบุประเภทธุรกิจ พื้นที่ และระยะเวลาให้สัมพันธ์กับข้อมูลหรือความสัมพันธ์ทางการค้าที่นายจ้างต้องคุ้มครองจริง ตัวอย่างคดีที่ศาลฎีกาให้ข้อห้ามทำงานกับคู่แข่งสองปีใช้บังคับได้ อยู่ในบทความข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในสัญญาธุรกิจ

ข้อความลับทางการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา

ต่างจากข้อห้ามแข่งขัน การรักษาความลับทางการค้าสามารถบังคับใช้ได้กว้างขวางกว่า เพราะมีพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๕ รองรับ สัญญาจ้างงานที่ดีควรระบุให้ชัดเจนว่า

ข้อมูลใดถือเป็นความลับทางการค้า (รายชื่อลูกค้า สูตรผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ธุรกิจ แผนการตลาด ฯลฯ) หน้าที่รักษาความลับมีขอบเขตเพียงใดและมีอายุนานเท่าไรหลังออกจากงาน และสิ่งที่ลูกจ้างสร้างขึ้นระหว่างการทำงานเป็นทรัพย์สินของใคร

สำหรับงานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์ขึ้นระหว่างการจ้าง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๙ บัญญัติว่า

"งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น"
— พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๙

ถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์ในงานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์จึงเป็นของลูกจ้าง นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของการจ้างเท่านั้น นายจ้างที่ต้องการเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานเหล่านี้ควรทำข้อตกลงเป็นหนังสือไว้ในสัญญาจ้าง

ข้อสัญญาที่กฎหมายไม่รับรอง: สิ่งที่ตัดออกจากสัญญาไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12620/2558 วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา ๑๐ วรรคสอง เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงที่ขัดต่อบทบัญญัตินั้นจึงเป็นโมฆะแม้ลูกจ้างจะยินยอม ข้อสัญญาที่ให้ลูกจ้างสละสิทธิขั้นต่ำตามพระราชบัญญัตินี้จึงเสี่ยงต่อการเป็นโมฆะด้วยเหตุผลเดียวกัน นอกจากนี้ มาตรา ๑๔/๑ ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ตัวอย่างข้อสัญญาที่มีปัญหา เช่น ข้อที่ให้ลูกจ้างสละสิทธิค่าชดเชย ข้อที่กำหนดให้ทำงานเกิน ๘ ชั่วโมงโดยไม่ได้รับค่าล่วงเวลา และข้อที่ให้ลูกจ้างสละสิทธิลาป่วยหรือลาคลอด

⚠️ ข้อสัญญาที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
  • ข้อหลักประกันการทำงาน: มาตรา ๑๐ ห้ามนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง เว้นแต่งานที่ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด การหักค่าจ้างเป็นเงินประกันทำได้ตามมาตรา ๗๖ (๔) เมื่อได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และต้องอยู่ในเพดานตามมาตรา ๗๖ วรรคสอง
  • ข้อค่าปรับ: มาตรา ๗๖ ให้นายจ้างหักค่าจ้างได้เฉพาะห้ากรณีที่ระบุไว้ ค่าปรับทางวินัยไม่อยู่ในรายการนั้น ข้อสัญญาหรือข้อบังคับที่ให้หักค่าจ้างเป็นค่าปรับจึงใช้บังคับไม่ได้
  • ข้อสละสิทธิฟ้องร้อง: ข้อที่ห้ามลูกจ้างฟ้องร้องต่อศาลแรงงานมักถือว่าใช้บังคับไม่ได้
  • ข้อเลิกจ้างเพราะตั้งครรภ์: มาตรา ๔๓ ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ ข้อสัญญาที่ให้เลิกจ้างด้วยเหตุนี้ใช้บังคับไม่ได้

สัญญาจ้างแบบมีกำหนดระยะเวลา (Fixed-Term Contract)

สัญญาจ้างงานมีสองประเภทหลัก คือสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา (เลิกจ้างได้เมื่อบอกกล่าวล่วงหน้า) และสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน (Fixed-Term) ซึ่งต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะถ้านายจ้างเลิกจ้างก่อนครบกำหนดโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำการตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ นายจ้างอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญา นอกเหนือจากค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานที่ลูกจ้างมีสิทธิตามอายุงาน

กรณีที่นายจ้างไล่ออกได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทน ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ บัญญัติว่า

"ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้"
— ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓

ทำไมสัญญาจ้างงานที่ทำเองมักมีปัญหา?

สัญญาจ้างงานที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตหรือทำเองโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญมักมีปัญหาอย่างน้อยสามประการ ได้แก่ ไม่สอดคล้องกับข้อบังคับการทำงานจริงขององค์กร ข้อสัญญาบางข้อเป็นโมฆะโดยกฎหมายโดยไม่รู้ตัว และไม่ครอบคลุมกรณีพิเศษของธุรกิจนั้นๆ เช่น การทำงานนอกสถานที่ การเข้าถึงระบบ IT หรือการดูแลข้อมูลลูกค้า

เอกสยาม ชัยศร ให้คำปรึกษาในการร่างสัญญาจ้างงานที่สมดุล ปกป้องผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย และสอดคล้องกับกฎหมายแรงงานไทยปัจจุบัน โดยพิจารณาทั้งมิติกฎหมายและผลทางธุรกิจไปพร้อมกัน เพื่อให้สัญญาเหมาะกับบริบทของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

ต้องการสัญญาจ้างงานที่รัดกุมและถูกกฎหมาย?

ให้เราช่วยร่างหรือตรวจสอบสัญญาจ้างงานของคุณ — ทั้งสำหรับนายจ้างและลูกจ้าง

โทรจากต่างประเทศ +66 81 654 5922
สรุปสาระสำคัญ
  • สัญญาจ้างงานไม่ต้องทำเป็นหนังสือก็มีผล แต่การทำเป็นลายลักษณ์อักษรปกป้องทั้งสองฝ่ายได้ดีกว่า
  • ช่วงทดลองงานไม่ได้ยกเว้นการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่ยกเว้นค่าชดเชยถ้าทำงานไม่ถึง ๑๒๐ วัน
  • ข้อห้ามแข่งขันใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี (พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มาตรา ๕)
  • ข้อตกลงที่ขัดต่อบทบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างอาจเป็นโมฆะแม้ลูกจ้างลงนามยินยอม (ฎ.12620/2558)
  • ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนร่างหรือลงนามสัญญาจ้างงาน
แชร์หน้านี้ LINE Facebook