๑. ประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา ๓๕๒ และมาตรา ๓๕๓ — ความผิดฐานยักยอก (เบียดบังทรัพย์ที่ครอบครอง และผู้รับมอบหมายจัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต)
๒. ป.อ. มาตรา ๓๕๔ — เหตุเพิ่มโทษเมื่อผู้กระทำเป็นผู้จัดการทรัพย์สินตามคำสั่งศาลหรือพินัยกรรม หรือผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน (ตำแหน่งกรรมการบริษัทโดยลำพังไม่เข้าเหตุนี้)
๓. ป.อ. มาตรา ๓๔๑ — ฉ้อโกง (หลอกลวงผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้ง)
๔. พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔๒ (ความผิดอาญา) และมาตรา ๑๖ ๑๘ ๒๘ (ความผิดทางพินัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕)
ความรับผิดทางอาญาของกรรมการบริษัทมีสามกลุ่ม กรรมการยักยอกเงินบริษัทมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ หรือมาตรา ๓๕๓ โทษจำคุกไม่เกินสามปี ปลอมหรือลงข้อความเท็จในบัญชีเพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์มีโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีตาม พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔๒ ส่วนการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจนบริษัทเสียหายตามมาตรา ๔๑ เป็นความผิดทางพินัย
สารบัญ
- จุดเริ่มต้น — ทำไมกรรมการต้องระวังความผิดอาญาเป็นพิเศษ
- ความผิดฐานยักยอก — ป.อ. มาตรา ๓๕๒ ถึงมาตรา ๓๕๔
- ฉ้อโกง — ป.อ. มาตรา ๓๔๑
- ความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดฯ พ.ศ. ๒๔๙๙ และความผิดทางพินัย
- ตารางเปรียบเทียบความผิดและโทษสูงสุด
- องค์ประกอบความผิดที่โจทก์ต้องพิสูจน์ในคดียักยอกทรัพย์
- สถานการณ์ที่กรรมการมีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา
- แนวทางป้องกันความเสี่ยงทางอาญาสำหรับกรรมการ
- คำถามที่พบบ่อยเรื่องความรับผิดทางอาญาของกรรมการบริษัท
- ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายเมื่อไร
จุดเริ่มต้น — ทำไมกรรมการต้องระวังความผิดอาญาเป็นพิเศษ
ในทางแพ่ง บริษัทจำกัดเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นและกรรมการ กรรมการจึงมักไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อหนี้สินของบริษัท แต่ในทางอาญาหลักการนี้ไม่มีผลบังคับ กฎหมายอาญาลงโทษ "ตัวบุคคล" ที่กระทำความผิด ไม่ใช่นิติบุคคล
ผลที่ตามมาคือ กรรมการที่กระทำการทุจริตต่อทรัพย์สินของบริษัท หรือหลอกลวงผู้อื่นโดยอาศัยตำแหน่งกรรมการ ย่อมต้องรับโทษอาญาเป็นการส่วนตัว ไม่ว่าบริษัทจะยังดำเนินกิจการอยู่หรือมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้หรือไม่ก็ตาม
ความผิดฐานยักยอก — ป.อ. มาตรา ๓๕๒ ถึงมาตรา ๓๕๔
ความผิดที่กรรมการถูกดำเนินคดีบ่อยที่สุดอยู่ในหมวดความผิดฐานยักยอกของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ใช้กับผู้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นหรือทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย แล้วเบียดบังเอาเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ส่วนบทที่ตรงกับฐานะของกรรมการที่สุดคือมาตรา ๓๕๓ ซึ่งบัญญัติว่า
"ผู้ใดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
— ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓
กรรมการบริษัทเข้าองค์ประกอบ "ผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น" โดยตรง เพราะกรรมการได้รับมอบอำนาจจากผู้ถือหุ้นให้บริหารจัดการทรัพย์สินและกิจการของบริษัท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้ถือหุ้นทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกัน การที่กรรมการนำทรัพย์สินของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต จึงเข้าข่ายความผิดตามมาตรานี้ได้
มาตรา ๓๕๔ เป็นเหตุเพิ่มโทษเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลหรือตามพินัยกรรม หรือเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน
"ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๕๒ หรือมาตรา ๓๕๓ ได้กระทำในฐานที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล หรือตามพินัยกรรม หรือในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
— ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๔
ตำแหน่งกรรมการบริษัทโดยลำพังจึงไม่ทำให้ต้องรับโทษตามมาตรา ๓๕๔ เว้นแต่ข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขข้างต้น สำหรับกรรมการบริษัททั่วไป อัตราโทษตามมาตรา ๓๕๒ และมาตรา ๓๕๓ คือจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการปลอมหรือแก้ไขบัญชีและเอกสารของบริษัทเพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ เป็นความผิดเฉพาะที่มีโทษสูงกว่า ตามที่อธิบายในหัวข้อถัดไป
ฉ้อโกง — ป.อ. มาตรา ๓๔๑
นอกจากยักยอกทรัพย์แล้ว กรรมการยังอาจถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ หากกระทำการหลอกลวงบุคคลภายนอกเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยบัญญัติว่า
"ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
— ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑
ในบริบทของกรรมการบริษัท พฤติการณ์ที่เข้าข่ายฉ้อโกง เช่น การนำงบการเงินที่แสดงตัวเลขสูงกว่าความเป็นจริงไปยื่นขอสินเชื่อจากธนาคาร การแสดงว่าบริษัทมีสินทรัพย์หรือสัญญาที่ไม่มีจริงเพื่อชักชวนให้บุคคลอื่นร่วมลงทุน หรือการปกปิดสภาวะหนี้สินที่แท้จริงของบริษัทเพื่อให้เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาชำระหนี้ออกไป ความผิดนี้ต้องพิสูจน์ว่ามีการหลอกลวงจริง และผู้เสียหายหลงเชื่อจนเกิดความเสียหายในทางทรัพย์สิน
ความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดฯ พ.ศ. ๒๔๙๙ และความผิดทางพินัย
นอกเหนือจากประมวลกฎหมายอาญาแล้ว พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙ วางความผิดเฉพาะไว้สองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นความผิดอาญาของ "บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงาน" ของบริษัท ซึ่งรวมถึงกรรมการ ที่สำคัญคือมาตรา ๔๒ ซึ่งบัญญัติว่า
"บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด กระทำ หรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้ (๑) ทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชี เอกสาร หรือหลักประกันของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือ (๒) ลงข้อความเท็จ หรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชี หรือเอกสารของห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำการเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
— พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔๒
อีกมาตราหนึ่งที่ตรงกับคำถาม "กรรมการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจนบริษัทเสียหาย มีโทษอย่างไร" คือมาตรา ๔๑ ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัด กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการเสียหายแก่นิติบุคคลดังกล่าว มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าหมื่นบาท" มาตรานี้เดิมมีโทษปรับสถานเดียว จึงเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยตามมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ (ตรวจกับระบบกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 4 ตุลาคม 2569) ถ้าการกระทำเดียวกันเป็นการเบียดบังทรัพย์ของบริษัทหรือการกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต ก็อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ หรือมาตรา ๓๕๓ ซึ่งมีโทษจำคุกอีกบทหนึ่ง
กลุ่มที่สองเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น บริษัทไม่เรียกประชุมใหญ่ตามมาตรา ๑๑๗๑ วรรคหนึ่ง (มาตรา ๑๖) บริษัทไม่ทำงบดุล ไม่จัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบงบดุล หรือไม่นำงบดุลเสนอเพื่ออนุมัติในที่ประชุมใหญ่ตามมาตรา ๑๑๙๖ และมาตรา ๑๑๙๗ (มาตรา ๑๘) และกรรมการไม่ส่งสำเนางบดุลตามมาตรา ๑๑๙๙ วรรคสอง หรือไม่จัดให้จดบันทึกและเก็บรักษาสมุดรายงานการประชุม (มาตรา ๒๘) ความผิดกลุ่มนี้เดิมมีโทษปรับสถานเดียว และพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ มาตรา ๓๙ เปลี่ยนให้เป็นความผิดทางพินัย ซึ่งไม่ใช่ความผิดอาญา ผู้กระทำต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท (มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๘) หรือไม่เกินห้าหมื่นบาท (มาตรา ๒๘)
ความต่างที่ควรทราบคือ ความผิดตามมาตรา ๔๒ ต้องกระทำ เพื่อลวงให้บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ส่วนการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๖ ๑๘ และ ๒๘ ไม่ต้องพิสูจน์เจตนาทุจริต แต่ผลทางกฎหมายคือค่าปรับเป็นพินัย ไม่ใช่โทษจำคุก
ตารางเปรียบเทียบความผิดและโทษสูงสุด
| ฐานความผิด | บทบัญญัติ | โทษจำคุกสูงสุด | ต้องพิสูจน์เจตนาทุจริต |
|---|---|---|---|
| ยักยอก และผู้จัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต | ป.อ. ๓๕๒–๓๕๓ | ๓ ปี (๕ ปี เฉพาะกรณีตามมาตรา ๓๕๔) | ต้องพิสูจน์ |
| ฉ้อโกง | ป.อ. ๓๔๑ | ๓ ปี | ต้องพิสูจน์ |
| ปลอมหรือแก้ไขบัญชีเพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์ | พ.ร.บ. ๒๔๙๙ ม.๔๒ | ๗ ปี | ต้องพิสูจน์เจตนาลวง |
| ไม่เรียกประชุมใหญ่ ไม่ทำหรือไม่เสนองบดุล ไม่ส่งสำเนางบดุล | พ.ร.บ. ๒๔๙๙ ม.๑๖ ม.๑๘ ม.๒๘ | ไม่มีโทษจำคุก (ค่าปรับเป็นพินัย) | ไม่ต้องพิสูจน์ |
องค์ประกอบความผิดที่โจทก์ต้องพิสูจน์ในคดียักยอกทรัพย์
สำหรับคดีตามมาตรา ๓๕๓ โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์องค์ประกอบให้ครบถ้วนทั้งสี่ประการดังนี้
ประการที่หนึ่ง — ความสัมพันธ์ในการมอบหมาย: ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นหรือทรัพย์สินที่ผู้อื่นมีส่วนเป็นเจ้าของ สำหรับกรรมการ องค์ประกอบนี้มักสามารถพิสูจน์ได้จากหนังสือบริคณห์สนธิ ทะเบียนบริษัท และมติแต่งตั้งกรรมการ
ประการที่สอง — การกระทำผิดหน้าที่: ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำการที่ขัดต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เช่น นำเงินหรือสินทรัพย์ของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว โอนทรัพย์สินโดยไม่มีมติหรืออำนาจรองรับ หรือทำธุรกรรมที่ขัดต่อผลประโยชน์ของบริษัท
ประการที่สาม — เจตนาทุจริต: ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำโดย "เจตนาทุจริต" คือรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิหรืออำนาจกระทำการนั้น แต่กระทำไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้แก่ตนเองหรือผู้อื่น ความเชื่อโดยสุจริตและมีเหตุอันสมควรว่าตนมีอำนาจกระทำได้อาจเป็นข้อต่อสู้ได้
ประการที่สี่ — ความเสียหาย: ต้องพิสูจน์ว่าการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้เสียหายจริง โดยความเสียหายต้องเป็นผลโดยตรงจากการกระทำผิดหน้าที่นั้น
ใครเป็นผู้เสียหายที่ร้องทุกข์ได้: เงินที่กรรมการยักยอกเป็นทรัพย์ของบริษัท บริษัทจึงเป็นผู้เสียหาย และกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นผู้ร้องทุกข์ในนามบริษัทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๓) ปัญหาเกิดเมื่อกรรมการผู้มีอำนาจคือผู้กระทำผิดเอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7626/2568 (ป.อ. มาตรา ๓๕๒ และ ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๓) มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง) เป็นคดีที่โจทก์ร่วมและจำเลยต่างเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการที่กระทำการแทนบริษัทร่วมกัน จำเลยเบิกถอนเงินจากบัญชีของบริษัทแล้วเบียดบังเป็นของตน ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าคำฟ้องยืนยันแล้วว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นและ "เป็นผู้เสียหายในกรณีที่กรรมการของบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง" ข้อฎีกาว่าโจทก์ร่วมร้องทุกข์ได้จึงไม่นอกฟ้องนอกประเด็น และวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจย่อมไม่ฟ้องคดีแทนบริษัทเพื่อกล่าวหาตนเอง ส่วนโจทก์ร่วมจะร้องทุกข์ในฐานะกรรมการโดยลำพังก็ไม่ได้ เพราะข้อบังคับของบริษัทกำหนดให้ต้องกระทำการร่วมกับจำเลย แต่ในฐานะผู้ถือหุ้นซึ่งมีส่วนได้เสียในผลประกอบการของบริษัทโดยตรง ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ วรรคหนึ่ง โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายที่ร้องทุกข์ได้โดยชอบ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานยักยอกและให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เหตุผลของคำพิพากษาจึงตั้งอยู่บนฐานะผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ฐานะกรรมการ ส่วนกรณีที่ข้อเท็จจริงต่างออกไป เช่น บริษัทยังมีกรรมการอื่นที่ร้องทุกข์แทนบริษัทได้ ควรพิจารณาเป็นรายกรณี และความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา ๓๕๖ จึงต้องร้องทุกข์ภายในอายุความร้องทุกข์
สถานการณ์ที่กรรมการมีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา
สถานการณ์ที่หนึ่ง — การเบิกจ่ายเงินโดยไม่มีมติอนุมัติ: กรรมการโอนเงินจากบัญชีบริษัทเพื่อชำระค่าใช้จ่ายส่วนตัว โดยไม่มีมติคณะกรรมการรองรับ และไม่บันทึกเป็นการกู้ยืมตามระเบียบบริษัท หากพิสูจน์เจตนาทุจริตได้ พฤติการณ์ลักษณะนี้อาจเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๓๕๒ หรือมาตรา ๓๕๓
สถานการณ์ที่สอง — การนำข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความจริงไปขอสินเชื่อหรือระดมทุน: กรรมการนำเสนองบการเงินที่ไม่ถูกต้อง หรือปกปิดหนี้สินของบริษัทต่อสถาบันการเงินหรือผู้ลงทุน เพื่อให้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อหรือเงินลงทุน หากพิสูจน์ได้ว่ากระทำโดยทุจริตและได้ไปซึ่งทรัพย์สิน เช่น เงินกู้หรือเงินลงทุน จากการหลอกลวงนั้น พฤติการณ์นี้อาจเข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑
สถานการณ์ที่สาม — การทำธุรกรรมที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์โดยไม่เปิดเผย: กรรมการทำสัญญาระหว่างบริษัทกับบริษัทหรือบุคคลที่กรรมการมีส่วนได้เสีย โดยเงื่อนไขเอื้อประโยชน์ส่วนตัวและก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท หากพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาทุจริต อาจเข้าข่ายยักยอกทรัพย์ได้
สถานการณ์ที่สี่ — การละเลยหน้าที่ตามกฎหมายบริษัท: กรรมการไม่จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ไม่นำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือไม่จัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบงบดุล ความผิดกลุ่มนี้ไม่ต้องพิสูจน์เจตนาทุจริต แต่เป็นความผิดทางพินัยตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดฯ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๑๖ ๑๘ และ ๒๘ ซึ่งไม่มีโทษจำคุก
สถานการณ์ที่ห้า — กรรมการที่เข้าเป็นผู้ชำระบัญชีเมื่อเลิกบริษัท: เมื่อบริษัทเลิกกัน กรรมการเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๕๑ การแบ่งคืนทรัพย์สินแก่ผู้ถือหุ้นก่อนชำระหนี้ฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๖๙ และมีค่าปรับเป็นพินัยตาม พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๓๗ ส่วนการแสดงความเท็จหรือปกปิดความจริงต่อที่ประชุมใหญ่โดยทุจริตในเรื่องฐานะการเงินเป็นความผิดทางพินัยตามมาตรา ๓๘ ทั้งยังอาจต้องรับผิดทางแพ่งเป็นส่วนตัวต่อเจ้าหนี้ รายละเอียดอยู่ในบทความ ปิดบริษัท: เลิกบริษัทและชำระบัญชีตามกฎหมาย
ในคดีอาญาที่เกี่ยวกับกรรมการ ผู้ที่ไม่มีเอกสารรองรับการกระทำของตนมักตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบอย่างมาก มติคณะกรรมการที่บันทึกไว้ชัดเจน ใบเสร็จรับเงิน สัญญาที่ทำถูกต้อง และรายงานการประชุมที่ครบถ้วน เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงความสุจริตในการดำเนินงาน และอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดในคดีได้
แนวทางป้องกันความเสี่ยงทางอาญาสำหรับกรรมการ
หนึ่ง — จัดทำมติและบันทึกการประชุมให้ครบถ้วน: ทุกธุรกรรมสำคัญที่เกี่ยวกับเงินหรือสินทรัพย์ของบริษัทควรผ่านกระบวนการประชุมคณะกรรมการและมีมติรองรับอย่างถูกต้อง บันทึกการประชุมที่ลงนามครบถ้วนเป็นพยานหลักฐานที่ทรงพลังในการแสดงว่ากรรมการกระทำโดยมีอำนาจและโดยสุจริต
สอง — แยกบัญชีส่วนตัวและบัญชีบริษัทอย่างเด็ดขาด: การปะปนเงินส่วนตัวกับเงินของบริษัท แม้จะมีเจตนาชำระคืนก็ตาม เป็นพฤติการณ์ที่ถูกนำมาอ้างเป็นหลักฐานในคดียักยอกทรัพย์ได้ง่าย หากจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากบริษัท ควรทำเป็นสัญญากู้ยืมที่มีมติอนุมัติและมีกำหนดระยะเวลาชำระคืนที่ชัดเจน
สาม — เปิดเผยข้อขัดแย้งทางผลประโยชน์ก่อนทำธุรกรรม: หากกรรมการมีส่วนได้เสียในธุรกรรมใด ควรแจ้งให้คณะกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบ และถอนตัวออกจากการลงมติในเรื่องนั้น การปิดบังข้อขัดแย้งทางผลประโยชน์เป็นหนึ่งในพฤติการณ์ที่มักถูกหยิบยกในคดีทุจริต
สี่ — ปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมายบริษัทอย่างเคร่งครัด: การจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี การนำส่งงบการเงิน และการให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี ล้วนเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ละเลยไม่ได้ หากบริษัทมีข้อจำกัดในการปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนที่ปัญหาจะสะสมจนเกิดความรับผิดตามกฎหมาย
คำถามที่พบบ่อยเรื่องความรับผิดทางอาญาของกรรมการบริษัท
คำตอบด้านล่างสรุปจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ๓๕๓ และ ๓๕๖ พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔๑ และ ๔๒ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7626/2568 ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีอาจทำให้ผลต่างออกไป
- กรรมการยักยอกเงินบริษัท มีโทษอย่างไร
- ถ้ากรรมการซึ่งครอบครองเงินของบริษัทเบียดบังเป็นของตนโดยทุจริต เป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ถ้ากรรมการได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของบริษัทแล้วกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริตจนบริษัทเสียหาย เป็นความผิดตามมาตรา 353 ทั้งสองมาตรามีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 356
- กรรมการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจนบริษัทเสียหาย มีโทษอย่างไร
- พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 41 กำหนดให้ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทที่กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจนบริษัทเสียหาย มีความผิดทางพินัย ค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าหมื่นบาท ถ้าการกระทำนั้นเป็นการยักยอกด้วย อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 หรือ 353 ซึ่งมีโทษจำคุก
- ผู้ถือหุ้นร้องทุกข์กรรมการที่ยักยอกเงินบริษัทได้ไหม
- บริษัทเป็นผู้เสียหายโดยตรงและร้องทุกข์ผ่านกรรมการผู้มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) แต่เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้กระทำผิดเอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7626/2568 (มติที่ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่าผู้ถือหุ้นซึ่งมีส่วนได้เสียในผลประกอบการของบริษัทโดยตรงเป็นผู้เสียหาย มีสิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเองได้ โดยอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 ที่ให้ผู้ถือหุ้นฟ้องกรรมการแทนบริษัทได้ประกอบด้วย ถ้าข้อเท็จจริงต่างออกไป เช่น บริษัทยังมีกรรมการอื่นที่ร้องทุกข์แทนได้ ควรพิจารณาเป็นรายกรณี
- ปลอมบัญชีหรือลงข้อความเท็จในบัญชีบริษัท มีโทษอย่างไร
- พ.ร.บ. พ.ศ. 2499 มาตรา 42 กำหนดโทษผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานที่ทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชี หรือลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชี เพื่อลวงให้บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ จำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายเมื่อไร
กรรมการควรขอคำปรึกษาทางกฎหมายทันทีในสถานการณ์ต่อไปนี้ คือเมื่อกรรมการคนอื่น ผู้ถือหุ้น หรือบุคคลภายนอกเริ่มร้องเรียนหรือตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของบริษัท เมื่อได้รับหนังสือเรียกให้ชี้แจงจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรรพากร หรือหน่วยงานของรัฐ เมื่อต้องการทำธุรกรรมขนาดใหญ่ที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ถือหุ้น และเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างกรรมการด้วยกันในเรื่องอำนาจบริหารหรือการใช้ทรัพย์สินของบริษัท ซึ่งมักลุกลามเป็นการร้องทุกข์ทางอาญาตามมาตรา ๓๕๒ หรือมาตรา ๓๕๓
เอกสยาม ชัยศร มีประสบการณ์ตรงในการให้คำปรึกษาเรื่องความรับผิดของกรรมการทั้งทางแพ่งและอาญา และการวางโครงสร้างการบริหารบริษัทที่ช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
กังวลเรื่องความเสี่ยงอาญาในฐานะกรรมการ?
ที่ปรึกษากฎหมายของเรามีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายองค์กรธุรกิจ พร้อมช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงและวางระบบป้องกันที่เหมาะสมสำหรับบริษัทของคุณ
- กฎหมายอาญาลงโทษตัวบุคคลโดยตรง กรรมการจึงไม่อาจอาศัยสถานะนิติบุคคลของบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดอาญาได้
- ความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ และมาตรา ๓๕๓ มีโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี เหตุเพิ่มโทษตามมาตรา ๓๕๔ ใช้เฉพาะผู้จัดการทรัพย์ตามคำสั่งศาลหรือพินัยกรรม หรือผู้มีอาชีพอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน
- ฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ มีโทษจำคุกสูงสุด ๓ ปี และต้องพิสูจน์ว่ามีการหลอกลวงและผู้เสียหายหลงเชื่อจนเกิดความเสียหายจริง
- การปลอมหรือแก้ไขบัญชีเพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์ มีโทษจำคุกไม่เกิน ๗ ปี ตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดฯ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔๒ ส่วนการไม่เรียกประชุมหรือไม่ทำงบดุลเป็นความผิดทางพินัย (มาตรา ๑๖ ๑๘ ๒๘)
- มติคณะกรรมการ บันทึกการประชุม และสัญญาที่ถูกต้องครบถ้วน คือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอาญาที่ดีที่สุดสำหรับกรรมการ