ความรับผิดอาญาของกรรมการบริษัท: เมื่อไรกรรมการอาจถูกดำเนินคดีอาญา

วิเคราะห์หลักกฎหมายยักยอกทรัพย์และฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓ ๓๕๔ และ ๓๔๑ ควบคู่ความผิดเฉพาะตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๓๙

📅 มีนาคม ๒๕๖๘ ⏱️ เวลาอ่าน ๑๒ นาที 📂 กฎหมายองค์กรธุรกิจ ✍️ โดย เอกสยาม ชัยศร
กฎหมายที่ใช้อ้างอิงในบทความนี้
๑. ประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา ๓๕๓ — ยักยอกทรัพย์ (ผู้รับมอบหมายจัดการทรัพย์สินกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต)
๒. ป.อ. มาตรา ๓๕๔ — ยักยอกทรัพย์โดยผู้จัดการหรือตัวแทนของบุคคลอื่น (โทษหนักขึ้นเมื่อผู้กระทำเป็นกรรมการบริษัท)
๓. ป.อ. มาตรา ๓๔๑ — ฉ้อโกง (หลอกลวงผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้ง)
๔. พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๓๙ — ความผิดอาญาจากการละเลยหน้าที่ของกรรมการ

จุดเริ่มต้น — ทำไมกรรมการต้องระวังความผิดอาญาเป็นพิเศษ

ในทางแพ่ง บริษัทจำกัดเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นและกรรมการ กรรมการจึงมักไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อหนี้สินของบริษัท แต่ในทางอาญาหลักการนี้ไม่มีผลบังคับ กฎหมายอาญาลงโทษ "ตัวบุคคล" ที่กระทำความผิด ไม่ใช่นิติบุคคล

ผลที่ตามมาคือ กรรมการที่กระทำการทุจริตต่อทรัพย์สินของบริษัท หรือหลอกลวงผู้อื่นโดยอาศัยตำแหน่งกรรมการ ย่อมต้องรับโทษอาญาเป็นการส่วนตัว ไม่ว่าบริษัทจะยังดำเนินกิจการอยู่หรือมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้หรือไม่ก็ตาม

ยักยอกทรัพย์ — ป.อ. มาตรา ๓๕๓ และมาตรา ๓๕๔

ความผิดที่กรรมการถูกดำเนินคดีบ่อยที่สุดคือ "ยักยอกทรัพย์" ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๓๕๓ ของประมวลกฎหมายอาญา บทบัญญัติมีใจความดังนี้

"ผู้ใดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใดๆ โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
— ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓

กรรมการบริษัทเข้าองค์ประกอบ "ผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น" โดยตรง เพราะกรรมการได้รับมอบอำนาจจากผู้ถือหุ้นให้บริหารจัดการทรัพย์สินและกิจการของบริษัท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้ถือหุ้นทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกัน การที่กรรมการนำทรัพย์สินของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต จึงเข้าข่ายความผิดตามมาตรานี้ได้

มาตรา ๓๕๔ กำหนดโทษหนักขึ้นเป็นพิเศษสำหรับกรรมการซึ่งอยู่ในฐานะผู้จัดการหรือตัวแทนของบริษัท

"ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๕๓ ได้กระทำในฐานะที่ผู้กระทำเป็นผู้จัดการหรือตัวแทนของบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
— ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๔

เหตุที่กฎหมายกำหนดโทษสูงขึ้นสำหรับกรรมการ เพราะกรรมการอยู่ในฐานะที่ได้รับความไว้วางใจสูงกว่าบุคคลทั่วไป การละเมิดความไว้วางใจในฐานะผู้จัดการหรือตัวแทนจึงมีความร้ายแรงกว่า โทษจำคุกสูงสุดจึงเพิ่มจากสามปีเป็นห้าปี และโทษปรับสูงสุดเพิ่มจากหกหมื่นบาทเป็นหนึ่งแสนบาท

ฉ้อโกง — ป.อ. มาตรา ๓๔๑

นอกจากยักยอกทรัพย์แล้ว กรรมการยังอาจถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ หากกระทำการหลอกลวงบุคคลภายนอกเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยบัญญัติว่า

"ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
— ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑

ในบริบทของกรรมการบริษัท พฤติการณ์ที่เข้าข่ายฉ้อโกง เช่น การนำงบการเงินที่แสดงตัวเลขสูงกว่าความเป็นจริงไปยื่นขอสินเชื่อจากธนาคาร การแสดงว่าบริษัทมีสินทรัพย์หรือสัญญาที่ไม่มีจริงเพื่อชักชวนให้บุคคลอื่นร่วมลงทุน หรือการปกปิดสภาวะหนี้สินที่แท้จริงของบริษัทเพื่อให้เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาชำระหนี้ออกไป ความผิดนี้ต้องพิสูจน์ว่ามีการหลอกลวงจริง และผู้เสียหายหลงเชื่อจนเกิดความเสียหายในทางทรัพย์สิน

ความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดฯ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๓๙

นอกเหนือจากประมวลกฎหมายอาญาทั่วไปแล้ว ยังมีกฎหมายเฉพาะที่บังคับใช้กับกรรมการบริษัทจำกัดโดยตรง คือ พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๓๙ บัญญัติให้กรรมการที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ส่วนว่าด้วยบริษัทจำกัดมีความผิดทางอาญา

หน้าที่ที่หากกรรมการละเลยแล้วอาจมีความผิดตามมาตรานี้ ได้แก่ การไม่จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด การไม่นำส่งสำเนางบการเงินและรายงานประจำปีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า การปฏิเสธไม่ยอมให้ผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบัญชีและเอกสารของบริษัท รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติอื่นๆ ว่าด้วยบริษัทจำกัดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากยักยอกทรัพย์และฉ้อโกงคือ ความผิดตามมาตรา ๓๙ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เจตนาทุจริต การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมายก็เป็นความผิดสำเร็จโดยตัวของมันเองแล้ว

ตารางเปรียบเทียบความผิดและโทษสูงสุด

ฐานความผิด บทบัญญัติ โทษจำคุกสูงสุด ต้องพิสูจน์เจตนาทุจริต
ยักยอกทรัพย์โดยกรรมการ/ผู้จัดการ ป.อ. ๓๕๓–๓๕๔ ๕ ปี ต้องพิสูจน์
ฉ้อโกง ป.อ. ๓๔๑ ๓ ปี ต้องพิสูจน์
ละเลยหน้าที่กรรมการ (เช่น ไม่จัดประชุม ไม่ส่งงบการเงิน) พ.ร.บ. ๒๔๙๙ ม.๓๙ โทษปรับ ไม่ต้องพิสูจน์

องค์ประกอบความผิดที่โจทก์ต้องพิสูจน์ในคดียักยอกทรัพย์

สำหรับคดียักยอกทรัพย์ตามมาตรา ๓๕๓ ประกอบมาตรา ๓๕๔ โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์องค์ประกอบให้ครบถ้วนทั้งสี่ประการดังนี้

ประการที่หนึ่ง — ความสัมพันธ์ในการมอบหมาย: ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นหรือทรัพย์สินที่ผู้อื่นมีส่วนเป็นเจ้าของ สำหรับกรรมการ องค์ประกอบนี้มักสามารถพิสูจน์ได้จากหนังสือบริคณห์สนธิ ทะเบียนบริษัท และมติแต่งตั้งกรรมการ

ประการที่สอง — การกระทำผิดหน้าที่: ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำการที่ขัดต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เช่น นำเงินหรือสินทรัพย์ของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว โอนทรัพย์สินโดยไม่มีมติหรืออำนาจรองรับ หรือทำธุรกรรมที่ขัดต่อผลประโยชน์ของบริษัท

ประการที่สาม — เจตนาทุจริต: ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำโดย "เจตนาทุจริต" คือรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิหรืออำนาจกระทำการนั้น แต่กระทำไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้แก่ตนเองหรือผู้อื่น ความเชื่อโดยสุจริตและมีเหตุอันสมควรว่าตนมีอำนาจกระทำได้อาจเป็นข้อต่อสู้ได้

ประการที่สี่ — ความเสียหาย: ต้องพิสูจน์ว่าการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้เสียหายจริง โดยความเสียหายต้องเป็นผลโดยตรงจากการกระทำผิดหน้าที่นั้น

สถานการณ์ที่กรรมการมีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา

สถานการณ์ที่หนึ่ง — การเบิกจ่ายเงินโดยไม่มีมติอนุมัติ: กรรมการโอนเงินจากบัญชีบริษัทเพื่อชำระค่าใช้จ่ายส่วนตัว โดยไม่มีมติคณะกรรมการรองรับ และไม่บันทึกเป็นการกู้ยืมตามระเบียบบริษัท พฤติการณ์ลักษณะนี้เข้าองค์ประกอบยักยอกทรัพย์ตามมาตรา ๓๕๓ ประกอบมาตรา ๓๕๔ ได้ทันที

สถานการณ์ที่สอง — การนำข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความจริงไปขอสินเชื่อหรือระดมทุน: กรรมการนำเสนองบการเงินที่ไม่ถูกต้อง หรือปกปิดหนี้สินของบริษัทต่อสถาบันการเงินหรือผู้ลงทุน เพื่อให้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อหรือเงินลงทุน พฤติการณ์นี้เข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑

สถานการณ์ที่สาม — การทำธุรกรรมที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์โดยไม่เปิดเผย: กรรมการทำสัญญาระหว่างบริษัทกับบริษัทหรือบุคคลที่กรรมการมีส่วนได้เสีย โดยเงื่อนไขเอื้อประโยชน์ส่วนตัวและก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท หากพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาทุจริต อาจเข้าข่ายยักยอกทรัพย์ได้

สถานการณ์ที่สี่ — การละเลยหน้าที่ตามกฎหมายบริษัท: กรรมการไม่จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ไม่นำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือปฏิเสธการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีโดยไม่มีเหตุอันควร ความผิดในกลุ่มนี้เกิดขึ้นโดยไม่ต้องพิสูจน์เจตนาทุจริตแต่อย่างใด

⚠️ ข้อสังเกตสำคัญ: หลักฐานเอกสารคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ในคดีอาญาที่เกี่ยวกับกรรมการ ผู้ที่ไม่มีเอกสารรองรับการกระทำของตนมักตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบอย่างมาก มติคณะกรรมการที่บันทึกไว้ชัดเจน ใบเสร็จรับเงิน สัญญาที่ทำถูกต้อง และรายงานการประชุมที่ครบถ้วน เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงความสุจริตในการดำเนินงาน และอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดในคดีได้

แนวทางป้องกันความเสี่ยงทางอาญาสำหรับกรรมการ

หนึ่ง — จัดทำมติและบันทึกการประชุมให้ครบถ้วน: ทุกธุรกรรมสำคัญที่เกี่ยวกับเงินหรือสินทรัพย์ของบริษัทควรผ่านกระบวนการประชุมคณะกรรมการและมีมติรองรับอย่างถูกต้อง บันทึกการประชุมที่ลงนามครบถ้วนเป็นพยานหลักฐานที่ทรงพลังในการแสดงว่ากรรมการกระทำโดยมีอำนาจและโดยสุจริต

สอง — แยกบัญชีส่วนตัวและบัญชีบริษัทอย่างเด็ดขาด: การปะปนเงินส่วนตัวกับเงินของบริษัท แม้จะมีเจตนาชำระคืนก็ตาม เป็นพฤติการณ์ที่ถูกนำมาอ้างเป็นหลักฐานในคดียักยอกทรัพย์ได้ง่าย หากจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากบริษัท ควรทำเป็นสัญญากู้ยืมที่มีมติอนุมัติและมีกำหนดระยะเวลาชำระคืนที่ชัดเจน

สาม — เปิดเผยข้อขัดแย้งทางผลประโยชน์ก่อนทำธุรกรรม: หากกรรมการมีส่วนได้เสียในธุรกรรมใด ควรแจ้งให้คณะกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบ และถอนตัวออกจากการลงมติในเรื่องนั้น การปิดบังข้อขัดแย้งทางผลประโยชน์เป็นหนึ่งในพฤติการณ์ที่มักถูกหยิบยกในคดีทุจริต

สี่ — ปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมายบริษัทอย่างเคร่งครัด: การจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี การนำส่งงบการเงิน และการให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี ล้วนเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ละเลยไม่ได้ หากบริษัทมีข้อจำกัดในการปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนที่ปัญหาจะสะสมจนนำไปสู่ความรับผิดทางอาญา

ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายเมื่อไร

กรรมการควรขอคำปรึกษาทางกฎหมายทันทีในสถานการณ์ต่อไปนี้ คือเมื่อกรรมการคนอื่น ผู้ถือหุ้น หรือบุคคลภายนอกเริ่มร้องเรียนหรือตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของบริษัท เมื่อได้รับหนังสือเรียกให้ชี้แจงจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรรพากร หรือหน่วยงานของรัฐ เมื่อต้องการทำธุรกรรมขนาดใหญ่ที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ถือหุ้น และเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างกรรมการด้วยกันในเรื่องอำนาจบริหารหรือการใช้ทรัพย์สินของบริษัท

เอกสยาม ชัยศร มีประสบการณ์ตรงในการให้คำปรึกษาเรื่องความรับผิดของกรรมการทั้งทางแพ่งและอาญา และการวางโครงสร้างการบริหารบริษัทที่ช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

กังวลเรื่องความเสี่ยงอาญาในฐานะกรรมการ?

ที่ปรึกษากฎหมายของเรามีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายองค์กรธุรกิจ พร้อมช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงและวางระบบป้องกันที่เหมาะสมสำหรับบริษัทของคุณ

ขอรับคำปรึกษา
สรุปสาระสำคัญ
  • กฎหมายอาญาลงโทษตัวบุคคลโดยตรง กรรมการจึงไม่อาจอาศัยสถานะนิติบุคคลของบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดอาญาได้
  • ยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓ ประกอบมาตรา ๓๕๔ มีโทษจำคุกสูงสุด ๕ ปี สำหรับกรรมการที่กระทำในฐานะผู้จัดการหรือตัวแทนของบริษัท
  • ฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ มีโทษจำคุกสูงสุด ๓ ปี และต้องพิสูจน์ว่ามีการหลอกลวงและผู้เสียหายหลงเชื่อจนเกิดความเสียหายจริง
  • ความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดฯ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๓๙ ไม่ต้องพิสูจน์เจตนาทุจริต การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมายก็เป็นความผิดสำเร็จ
  • มติคณะกรรมการ บันทึกการประชุม และสัญญาที่ถูกต้องครบถ้วน คือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอาญาที่ดีที่สุดสำหรับกรรมการ