ก่อนเซ็นชื่อในสัญญา: สิ่งที่ทุกคนต้องรู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง

สัญญาเกิดขึ้นอย่างไร สมบูรณ์เมื่อไร และเมื่อใดที่สัญญาใช้ไม่ได้กฎหมาย — ทุกคำตอบอยู่ในบทความนี้

แชร์หน้านี้ LINE Facebook
📅 ปรับปรุง ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ ⏱️ เวลาอ่าน 8 นาที 📂 กฎหมายสัญญา ✍️ โดย เอกสยาม ชัยศร

ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

กฎหมายที่ใช้อ้างอิงในบทความนี้
๑. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา ๑๔๙–๑๘๑ ว่าด้วยนิติกรรม — กฎหมายแม่บทสูงสุด
๒. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๔–๓๙๔ ว่าด้วยสัญญา — กฎหมายแม่บทสูงสุด
๓. พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ — คุ้มครองผู้บริโภคและคู่สัญญาในสัญญาสำเร็จรูป
๔. พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔ — รองรับสัญญาออนไลน์
สารบัญ
  1. สัญญาคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?
  2. สัญญาจะสมบูรณ์ต้องมีอะไรบ้าง?
  3. โมฆะ กับ โมฆียะ — ต่างกันอย่างไร?
  4. ข้อสัญญาสำเร็จรูปและข้อที่ไม่เป็นธรรม
  5. สัญญาทางอิเล็กทรอนิกส์ — ใช้ได้จริงหรือ?
  6. วิธีทำสัญญาให้รัดกุมและปลอดภัย

สัญญาคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ในทุกวัน เราต่างทำ "สัญญา" อยู่ตลอดเวลาโดยอาจไม่รู้ตัว ตั้งแต่การกดซื้อสินค้าออนไลน์ ลงนามในสัญญาจ้างงาน ไปจนถึงการตกลงปากเปล่าให้ช่างมาซ่อมบ้าน คำถามคือ — สัญญาตามกฎหมายไทยคืออะไร และต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างจึงจะสมบูรณ์?

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่าสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของ "นิติกรรม" ซึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙ บัญญัติความหมายไว้ว่า

"นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ"

สัญญาจึงเป็นนิติกรรมชนิดสองฝ่าย กล่าวคือต้องมีทั้ง คำเสนอ และ คำสนอง ที่ตรงกัน สัญญาจะเกิดขึ้นสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคู่สัญญาตกลงกันได้ ซึ่ง มาตรา ๓๖๑ บัญญัติว่า

"อันสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางนั้น ย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้นแต่เวลาเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ"

ในทางปฏิบัติ หมายความว่าสัญญาซื้อขายทางอีเมลหรือ LINE ก็สามารถมีผลผูกพันทางกฎหมายได้ เมื่อคำสนองของอีกฝ่ายไปถึงผู้เสนอ โดยไม่จำเป็นต้องมีกระดาษเสมอไป เว้นแต่สัญญาประเภทที่กฎหมายบังคับแบบไว้ ซึ่งจะกล่าวในหัวข้อถัดไป

สัญญาจะสมบูรณ์ต้องมีอะไรบ้าง?

สัญญาที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมายไทยต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ๔ ประการ

๑. คู่สัญญามีความสามารถทำนิติกรรมได้ — ทั้งสองฝ่ายต้องบรรลุนิติภาวะแล้ว คือมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ (มาตรา ๑๙) หรือทำการสมรสตามมาตรา ๑๔๔๘ (มาตรา ๒๐) ถ้าคู่สัญญาเป็นผู้เยาว์ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน มิฉะนั้นนิติกรรมเป็นโมฆียะ (มาตรา ๒๑) ส่วนการใดที่บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลง ย่อมเป็นโมฆียะ (มาตรา ๒๙)

๒. คู่สัญญาแสดงเจตนาโดยสมัครใจ — ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงด้วยความสมัครใจที่แท้จริง ไม่ได้ถูกบังคับ หลอกลวง หรือสำคัญผิดในสาระสำคัญ

๓. วัตถุประสงค์ชอบด้วยกฎหมาย — สิ่งที่ตกลงกันต้องไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

๔. ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด (ถ้ามี) — สัญญาบางประเภทกฎหมายบังคับแบบไว้ ถ้าไม่ทำตามแบบย่อมเป็นโมฆะ เช่น การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง) สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ (มาตรา ๕๗๒ วรรคสอง) และสัญญาจำนองต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา ๗๑๔) ส่วนสัญญาบางประเภทกฎหมายกำหนดเพียงให้มีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อฟ้องร้องบังคับคดี ไม่ใช่แบบของสัญญา เช่น สัญญาค้ำประกัน (มาตรา ๖๘๐ วรรคสอง) และสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ (มาตรา ๕๓๘)

โมฆะ กับ โมฆียะ — ต่างกันอย่างไร?

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการทำสัญญาคือการสับสนระหว่าง "โมฆะ" กับ "โมฆียะ" ซึ่งมีผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

สัญญาโมฆะ — เสียเปล่าตั้งแต่ต้น

สัญญาโมฆะไม่มีผลบังคับใดเลย ราวกับว่าไม่เคยเกิดขึ้น ใครก็ตามที่มีส่วนได้เสียสามารถยกความเสียเปล่านั้นขึ้นอ้างได้ตลอดเวลา เกิดได้จากหลายสาเหตุ

สาเหตุที่ ๑ — วัตถุประสงค์ต้องห้าม: มาตรา ๑๕๐ บัญญัติว่า

"การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ"

ตัวอย่างเช่น สัญญาจ้างให้ทำร้ายบุคคลอื่น สัญญาซื้อขายสิ่งของต้องห้ามตามกฎหมาย หรือสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ล้วนเป็นโมฆะทั้งสิ้น

สาเหตุที่ ๒ — ทำผิดแบบที่กฎหมายบังคับ: มาตรา ๑๕๒ บัญญัติว่า

"การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ"

ตัวอย่าง การซื้อขายที่ดินที่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นโมฆะตามมาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๕๒ แต่สัญญาจะขายหรือจะซื้อที่ดินไม่ต้องจดทะเบียน เพียงแต่ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิด หรือไม่ได้วางประจำ หรือชำระหนี้บางส่วน จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ (มาตรา ๔๕๖ วรรคสอง) ส่วนการเช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน ๓ ปีที่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ไม่ตกเป็นโมฆะ แต่ฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียง ๓ ปี (มาตรา ๕๓๘)

สาเหตุที่ ๓ — แสดงเจตนาลวง: มาตรา ๑๕๕ บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้" เช่น การทำสัญญาขายทรัพย์สินลวง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีของเจ้าหนี้

สาเหตุที่ ๔ — สำคัญผิดในสาระสำคัญ: มาตรา ๑๕๖ บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ" วรรคสองของมาตราเดียวกันยกตัวอย่างไว้ ได้แก่ ความสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณี และในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม เช่น ผู้ซื้อแสดงเจตนาซื้อที่ดินแปลง ก. โดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินแปลง ข. ที่ตนต้องการ

สัญญาโมฆียะ — บกพร่อง แต่ยังไม่สิ้นผลทันที

สัญญาโมฆียะยังคงมีผลอยู่ชั่วคราว แต่บุคคลที่มาตรา ๑๗๕ ให้สิทธิ เช่น ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ หรือผู้แสดงเจตนาเพราะสำคัญผิด ถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ มีสิทธิ "บอกล้าง" เพื่อให้สัญญาสิ้นผล หรือ "ให้สัตยาบัน" เพื่อยืนยันให้สัญญาสมบูรณ์ต่อไปก็ได้

สาเหตุที่ทำให้เกิดโมฆียะ ได้แก่ ผู้ทำสัญญาไม่มีความสามารถตามกฎหมาย (มาตรา ๑๕๓) ถูกกลฉ้อฉล (มาตรา ๑๕๙ — "การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ") หรือถูกข่มขู่ (มาตรา ๑๖๔ — "การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ") ทั้งนี้ โมฆียะกรรมจะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลา ๑ ปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือเมื่อพ้นเวลา ๑๐ ปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะนั้น (มาตรา ๑๘๑) ระยะเวลาใดครบก่อน สิทธิบอกล้างย่อมหมดไป

ข้อสัญญาสำเร็จรูปและข้อที่ไม่เป็นธรรม

ในชีวิตธุรกิจ เรามักพบสัญญาสำเร็จรูปที่ฝ่ายหนึ่งกำหนดเงื่อนไขมาแล้วล่วงหน้า เช่น สัญญาสมัครใช้บริการ สัญญาซื้อขายสินค้าออนไลน์ หรือสัญญาเช่าสำนักงาน พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ วางหลักคุ้มครองคู่สัญญาฝ่ายที่อ่อนแอกว่าไว้ โดยกำหนดว่าข้อสัญญาที่ทำให้อีกฝ่ายต้องรับภาระเกินสมควร หรือเอาเปรียบอีกฝ่ายอย่างไม่เป็นธรรม จะมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น ตัวอย่างข้อสัญญาที่มักถูกพิจารณาว่าไม่เป็นธรรม เช่น ข้อยกเว้นความรับผิดทุกกรณีของฝ่ายผู้ประกอบการ ข้อให้เปลี่ยนแปลงราคาได้ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องแจ้ง หรือข้อให้ริบมัดจำหรือเบี้ยปรับในอัตราที่สูงเกินสมควร กฎหมายนี้ใช้กับแบบสัญญาที่บริษัทใช้กับบริษัทด้วย รายละเอียดมาตรา ๔ ถึง ๑๑ และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาอยู่ในบทความข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในสัญญาธุรกิจ

สัญญาทางอิเล็กทรอนิกส์ — ใช้ได้จริงหรือ?

คำถามที่พบบ่อยในยุคดิจิทัลคือ สัญญาที่ทำผ่านอีเมล LINE หรือแพลตฟอร์มออนไลน์มีผลทางกฎหมายไหม? คำตอบคือ ได้ครับ พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔ วางหลักไว้ว่าห้ามปฏิเสธผลทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพียงเพราะเหตุที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ก็ถือว่าใช้แทนลายมือชื่อปกติได้ อย่างไรก็ดี สัญญาบางประเภทที่กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน เช่น สัญญาซื้อขายที่ดิน ยังคงต้องดำเนินการตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนดอยู่

วิธีทำสัญญาให้รัดกุมและปลอดภัย

ไม่ว่าสัญญาจะใหญ่หรือเล็ก การเตรียมตัวให้รอบคอบตั้งแต่ต้นย่อมดีกว่าแก้ปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาท สิ่งที่ควรทำมีดังนี้

ระบุให้ชัดเจนในทุกรายละเอียด — สิ่งของหรือบริการที่ตกลงกัน ราคาและวิธีชำระ กำหนดส่งมอบ สถานที่ส่ง เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพ และบทลงโทษหากผิดสัญญา ยิ่งชัดเจนมากเท่าไร โอกาสเกิดข้อพิพาทยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ตรวจสอบแบบและการจดทะเบียน — สัญญาบางประเภทต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสมบูรณ์ การทำสัญญาที่ผิดแบบโดยไม่รู้อาจทำให้สัญญาเสียเปล่าตามมาตรา ๑๕๒

เก็บหลักฐานให้ครบถ้วน — เก็บต้นฉบับสัญญาที่ลงนามแล้ว หลักฐานการชำระเงิน บันทึกการติดต่อ และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้อย่างเป็นระบบ เพราะภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับฝ่ายที่อ้าง

ที่ปรึกษากฎหมาย: ข้อได้เปรียบที่มองข้ามไม่ได้

สัญญาที่มีมูลค่าสูง มีเงื่อนไขซับซ้อน หรือเกี่ยวข้องกับคู่สัญญาต่างชาติ ล้วนมีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำทุกบรรทัด ที่ปรึกษากฎหมายไม่ได้เพียงแค่ "ร่างสัญญา" แต่ยังช่วยท่านมองเห็นความเสี่ยงที่ยังไม่เกิด เจรจาเงื่อนไขที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น และวางโครงสร้างสัญญาให้รองรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การวางข้อสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นมักมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการระงับข้อพิพาทในภายหลัง

ต้องการให้ตรวจสอบหรือร่างสัญญา?

ทีมที่ปรึกษาของเราพร้อมช่วยท่านตรวจสอบสัญญาและวิเคราะห์ความเสี่ยงก่อนลงนาม

ขอรับคำปรึกษา

สรุปสาระสำคัญ

  • สัญญาเกิดขึ้นเมื่อคำสนองไปถึงผู้เสนอ ไม่จำเป็นต้องมีกระดาษเสมอไป (ป.พ.พ. มาตรา ๓๖๑)
  • สัญญาโมฆะ (เสียเปล่าตั้งแต่ต้น) เกิดจากวัตถุประสงค์ต้องห้าม ทำผิดแบบ แสดงเจตนาลวง หรือสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม (มาตรา ๑๕๐, ๑๕๒, ๑๕๕, ๑๕๖)
  • สัญญาโมฆียะ (บกพร่องแต่ยังมีผลชั่วคราว) เกิดจากขาดความสามารถ ถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ (มาตรา ๑๕๓, ๑๕๙, ๑๖๔)
  • ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในสัญญาสำเร็จรูปมีผลเพียงเท่าที่เป็นธรรม (พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ๒๕๔๐)
  • สัญญาออนไลน์มีผลทางกฎหมาย ยกเว้นสัญญาที่กฎหมายบังคับต้องจดทะเบียน (พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ๒๕๔๔)

ขอรับคำปรึกษาด้านกฎหมายธุรกิจ

โทรปรึกษาเบื้องต้นได้ทันที หรือฝากข้อมูลให้เราติดต่อกลับ

โทรจากต่างประเทศ +66 81 654 5922
แชร์หน้านี้ LINE Facebook