๑. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา ๑๔๙–๑๘๑ ว่าด้วยนิติกรรม — กฎหมายแม่บทสูงสุด
๒. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๔–๓๙๔ ว่าด้วยสัญญา — กฎหมายแม่บทสูงสุด
๓. พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ — คุ้มครองผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย
๔. พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔ — รองรับสัญญาออนไลน์
สัญญาคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ในทุกวัน เราต่างทำ "สัญญา" อยู่ตลอดเวลาโดยอาจไม่รู้ตัว ตั้งแต่การกดซื้อสินค้าออนไลน์ ลงนามในสัญญาจ้างงาน ไปจนถึงการตกลงปากเปล่าให้ช่างมาซ่อมบ้าน คำถามคือ — สัญญาตามกฎหมายไทยคืออะไร และต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างจึงจะสมบูรณ์?
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่าสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของ "นิติกรรม" ซึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙ บัญญัติความหมายไว้ว่า
"นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ"
สัญญาจึงเป็นนิติกรรมชนิดสองฝ่าย กล่าวคือต้องมีทั้ง คำเสนอ และ คำสนอง ที่ตรงกัน สัญญาจะเกิดขึ้นสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคู่สัญญาตกลงกันได้ ซึ่ง มาตรา ๓๖๑ บัญญัติว่า
"อันสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางนั้น ย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้นแต่เวลาเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ"
ในทางปฏิบัติ หมายความว่าสัญญาซื้อขายทางอีเมลหรือ LINE ก็สามารถมีผลผูกพันทางกฎหมายได้ ทันทีที่ผู้เสนอได้รับคำตอบรับจากอีกฝ่าย โดยไม่จำเป็นต้องมีกระดาษเสมอไป
สัญญาจะสมบูรณ์ต้องมีอะไรบ้าง?
สัญญาที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมายไทยต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ๔ ประการ
๑. คู่สัญญามีความสามารถทำนิติกรรมได้ — ทั้งสองฝ่ายต้องบรรลุนิติภาวะ (อายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ หรือสมรสแล้ว) หรือได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้เยาว์หรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถสามารถทำสัญญาได้เฉพาะในกรณีที่กฎหมายอนุญาต
๒. คู่สัญญาแสดงเจตนาโดยสมัครใจ — ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงด้วยความสมัครใจที่แท้จริง ไม่ได้ถูกบังคับ หลอกลวง หรือสำคัญผิดในสาระสำคัญ
๓. วัตถุประสงค์ชอบด้วยกฎหมาย — สิ่งที่ตกลงกันต้องไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
๔. ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด (ถ้ามี) — สัญญาบางประเภทต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนจึงจะสมบูรณ์ เช่น สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกว่า ๓ ปี สัญญาซื้อขายที่ดิน และสัญญาค้ำประกัน
โมฆะ กับ โมฆียะ — ต่างกันอย่างไร?
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการทำสัญญาคือการสับสนระหว่าง "โมฆะ" กับ "โมฆียะ" ซึ่งมีผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
สัญญาโมฆะ — เสียเปล่าตั้งแต่ต้น
สัญญาโมฆะไม่มีผลบังคับใดเลย ราวกับว่าไม่เคยเกิดขึ้น ใครก็ตามที่มีส่วนได้เสียสามารถยกความเสียเปล่านั้นขึ้นอ้างได้ตลอดเวลา เกิดได้จากหลายสาเหตุ
สาเหตุที่ ๑ — วัตถุประสงค์ต้องห้าม: มาตรา ๑๕๐ บัญญัติว่า
"การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ"
ตัวอย่างเช่น สัญญาจ้างให้ทำร้ายบุคคลอื่น สัญญาซื้อขายสิ่งของต้องห้ามตามกฎหมาย หรือสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ล้วนเป็นโมฆะทั้งสิ้น
สาเหตุที่ ๒ — ทำผิดแบบที่กฎหมายบังคับ: มาตรา ๑๕๒ บัญญัติว่า
"การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ"
ตัวอย่าง สัญญาซื้อขายที่ดินที่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน ๓ ปีที่ไม่ทำเป็นหนังสือ จะไม่มีผลบังคับ
สาเหตุที่ ๓ — แสดงเจตนาลวง: มาตรา ๑๕๕ บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ" เช่น การทำสัญญาขายทรัพย์สินลวง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีของเจ้าหนี้
สาเหตุที่ ๔ — สำคัญผิดในสาระสำคัญ: มาตรา ๑๕๖ บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ" เช่น ทำสัญญาซื้อที่ดินแปลง ก. แต่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินแปลง ข.
สัญญาโมฆียะ — บกพร่อง แต่ยังไม่สิ้นผลทันที
สัญญาโมฆียะยังคงมีผลอยู่ชั่วคราว แต่ฝ่ายที่ได้รับความเสียหายมีสิทธิ "บอกล้าง" เพื่อให้สัญญาสิ้นผล หรือ "ให้สัตยาบัน" เพื่อยืนยันให้สัญญาสมบูรณ์ต่อไปก็ได้
สาเหตุที่ทำให้เกิดโมฆียะ ได้แก่ ผู้ทำสัญญาไม่มีความสามารถตามกฎหมาย (มาตรา ๑๕๓) ถูกกลฉ้อฉล (มาตรา ๑๕๙ — "การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ") หรือถูกข่มขู่ (มาตรา ๑๖๔ — "การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ") สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมมีอายุความ ๑ ปีนับแต่วันที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือ ๑๐ ปีนับแต่วันทำนิติกรรม
ข้อสัญญาสำเร็จรูปและข้อที่ไม่เป็นธรรม
ในชีวิตธุรกิจ เรามักพบสัญญาสำเร็จรูปที่ฝ่ายหนึ่งกำหนดเงื่อนไขมาแล้วล่วงหน้า เช่น สัญญาสมัครใช้บริการ สัญญาซื้อขายสินค้าออนไลน์ หรือสัญญาเช่าสำนักงาน พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ วางหลักคุ้มครองคู่สัญญาฝ่ายที่อ่อนแอกว่าไว้ โดยกำหนดว่าข้อสัญญาที่ทำให้อีกฝ่ายต้องรับภาระเกินสมควร หรือเอาเปรียบอีกฝ่ายอย่างไม่เป็นธรรม จะมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น ตัวอย่างข้อสัญญาที่มักถูกพิจารณาว่าไม่เป็นธรรม เช่น ข้อยกเว้นความรับผิดทุกกรณีของฝ่ายผู้ประกอบการ ข้อให้เปลี่ยนแปลงราคาได้ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องแจ้ง หรือข้อให้ริบมัดจำหรือเบี้ยปรับในอัตราที่สูงเกินสมควร
สัญญาทางอิเล็กทรอนิกส์ — ใช้ได้จริงหรือ?
คำถามที่พบบ่อยในยุคดิจิทัลคือ สัญญาที่ทำผ่านอีเมล LINE หรือแพลตฟอร์มออนไลน์มีผลทางกฎหมายไหม? คำตอบคือ ได้ครับ พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔ วางหลักไว้ว่าห้ามปฏิเสธผลทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพียงเพราะเหตุที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ก็ถือว่าใช้แทนลายมือชื่อปกติได้ อย่างไรก็ดี สัญญาบางประเภทที่กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน เช่น สัญญาซื้อขายที่ดิน ยังคงต้องดำเนินการตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนดอยู่
วิธีทำสัญญาให้รัดกุมและปลอดภัย
ไม่ว่าสัญญาจะใหญ่หรือเล็ก การเตรียมตัวให้รอบคอบตั้งแต่ต้นย่อมดีกว่าแก้ปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาท สิ่งที่ควรทำมีดังนี้
ระบุให้ชัดเจนในทุกรายละเอียด — สิ่งของหรือบริการที่ตกลงกัน ราคาและวิธีชำระ กำหนดส่งมอบ สถานที่ส่ง เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพ และบทลงโทษหากผิดสัญญา ยิ่งชัดเจนมากเท่าไร โอกาสเกิดข้อพิพาทยิ่งน้อยลงเท่านั้น
ตรวจสอบแบบและการจดทะเบียน — สัญญาบางประเภทต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสมบูรณ์ การทำสัญญาที่ผิดแบบโดยไม่รู้อาจทำให้สัญญาเสียเปล่าตามมาตรา ๑๕๒
เก็บหลักฐานให้ครบถ้วน — เก็บต้นฉบับสัญญาที่ลงนามแล้ว หลักฐานการชำระเงิน บันทึกการติดต่อ และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้อย่างเป็นระบบ เพราะภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับฝ่ายที่อ้าง
ที่ปรึกษากฎหมาย: ข้อได้เปรียบที่มองข้ามไม่ได้
สัญญาที่มีมูลค่าสูง มีเงื่อนไขซับซ้อน หรือเกี่ยวข้องกับคู่สัญญาต่างชาติ ล้วนมีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำทุกบรรทัด ที่ปรึกษากฎหมายไม่ได้เพียงแค่ "ร่างสัญญา" แต่ยังช่วยคุณมองเห็นความเสี่ยงที่ยังไม่เกิด เจรจาเงื่อนไขที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น และวางโครงสร้างสัญญาให้รองรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ความชัดเจนตั้งแต่ต้นมักมีราคาถูกกว่าการฟ้องร้องอยู่เสมอ
ต้องการให้ตรวจสอบหรือร่างสัญญา?
ทีมที่ปรึกษาของเราพร้อมช่วยคุณตรวจสอบสัญญาและวิเคราะห์ความเสี่ยงก่อนลงนาม
ขอรับคำปรึกษาสรุปสาระสำคัญ
- สัญญาเกิดขึ้นเมื่อคำสนองไปถึงผู้เสนอ ไม่จำเป็นต้องมีกระดาษเสมอไป (ป.พ.พ. มาตรา ๓๖๑)
- สัญญาโมฆะ (เสียเปล่าตั้งแต่ต้น) เกิดจากวัตถุประสงค์ต้องห้าม ทำผิดแบบ หรือแสดงเจตนาลวง (มาตรา ๑๕๐, ๑๕๒, ๑๕๕, ๑๕๖)
- สัญญาโมฆียะ (บกพร่องแต่ยังมีผลชั่วคราว) เกิดจากขาดความสามารถ ถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ (มาตรา ๑๕๓, ๑๕๙, ๑๖๔)
- ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในสัญญาสำเร็จรูปมีผลเพียงเท่าที่เป็นธรรม (พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ๒๕๔๐)
- สัญญาออนไลน์มีผลทางกฎหมาย ยกเว้นสัญญาที่กฎหมายบังคับต้องจดทะเบียน (พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ๒๕๔๔)