กรรมการบริษัทรับผิดส่วนตัวได้หรือไม่: หน้าที่ความระมัดระวัง ความรับผิดทางแพ่ง และเส้นแบ่งที่ต้องรู้

ความแตกต่างระหว่างผู้ถือหุ้นและกรรมการ หลัก Duty of Care & Duty of Loyalty ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และเส้นแบ่งการเจาะนิติบุคคล

📅 มีนาคม 2568 ⏱️ เวลาอ่าน 10 นาที 📂 กฎหมายองค์กรธุรกิจ ✍️ โดย เอกสยาม ชัยศร
กฎหมายที่ใช้อ้างอิงในบทความนี้
๑. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา ๑๑๖๗–๑๒๔๗ ว่าด้วยบริษัทจำกัด — ความสัมพันธ์ทางกฎหมายของกรรมการ
๒. ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๖๘ วรรคหนึ่ง ว่าด้วยหน้าที่กรรมการ — Duty of Care และ Duty of Loyalty
๓. ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๖๙ ว่าด้วยความรับผิดต่อบริษัท — เมื่อกรรมการอาจถูกฟ้องร้องโดยบริษัท
๔. พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด และอื่นๆ พ.ศ. ๒๔๙๙ — โทษทางอาญา

หลักความรับผิดจำกัด — ผู้ถือหุ้น vs กรรมการ: ต่างกันอย่างไร

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ "เนื่องจากบริษัทจำกัดให้ความรับผิดจำกัด ทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการจึงรับผิดจำกัด" ซึ่งไม่ถูกต้องเลย กฎหมายออกแบบความคุ้มครองเหล่านี้ไว้อย่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ผู้ถือหุ้น: รับผิดจำกัดเพียงมูลค่าหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระ กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑๑๗ ว่า

"ผู้ถือหุ้นต้องชำระเงินหรือให้สินทรัพย์แล้วแต่จำนวนที่ลงชื่อไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ ถ้าชำระเต็มจำนวนแล้วให้ถือว่าผู้ถือหุ้นนั้นไม่มีส่วนรับผิดต่อบริษัท"
— ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๑๗

กรรมการ: ลักษณ์ต่างออกไปมาก กรรมการคือ "ตัวแทน" ของบริษัท และต้องสนับสนุนด้วย "ความระมัดระวัง" (Duty of Care) และ "ความซื่อสัตย์สุจริต" (Duty of Loyalty) ในการจัดการทรัพย์สินของบริษัท

หน้าที่กรรมการ — Duty of Care & Duty of Loyalty (มาตรา 1167, 1168)

กรรมการของบริษัทจำกัดไม่ใช่สมาชิกธรรมดา พวกเขาเป็น "ตัวแทน" ที่ถูกมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของบริษัท ความสัมพันธ์นี้กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑๖๗ ว่า

"ความเกี่ยวพันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอก ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน"
— ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๖๗

นี่หมายความว่า กรรมการต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ "ตัวแทนที่ดี" ซึ่งรวมถึงสองประการสำคัญ:

1. Duty of Care (หน้าที่ความระมัดระวัง): กรรมการต้องใช้ความระมัดระวังในระดับที่คนทั่วไปจะใช้ในการดูแลทรัพย์สินของตนเอง มาตรา ๑๑๖๘ วรรคหนึ่งระบุไว้ว่า

"กรรมการต้องใช้ความระมัดระวังและซื่อสัตย์สุจริตในการดำเนินการตามหน้าที่"
— ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๖๘ วรรคหนึ่ง

ความล้มเหลวในการใช้ความระมัดระวังคือการตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูล การละเลยการตรวจสอบเอกสาร การอนุมัติธุรกรรมที่ยาวนาน และการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัท

2. Duty of Loyalty (หน้าที่ความซื่อสัตย์สุจริต): กรรมการต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนเอง ห้ามแยงธุรกรรมของบริษัท ต้องเปิดเผยข้อขัดแย้งทางผลประโยชน์ และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

ความรับผิดต่อบริษัท — กรรมการรับผิดต่อบริษัทเมื่อไร (มาตรา 1169)

กรรมการอาจต้องรับผิดต่อบริษัทหากฝ่าฝืนหน้าที่ของตนเอง มาตรา ๑๑๖๙ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

"กรรมการที่ได้รับมอบหมายให้จัดการกิจการอันใดของบริษัทแล้วมิได้จัดการ ต้องรับผิดต่อบริษัทสำหรับความเสียหายที่เกิดแต่ความไม่จัดการนั้น"
— ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๖๙

ความหมายว่า บริษัทสามารถฟ้องร้องกรรมการได้เมื่อกรรมการ:

  • ไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
  • ปฏิบัติหน้าที่แต่ผลลัพธ์กลายเป็นความเสียหายให้บริษัท
  • ฝ่าฝืน Duty of Care หรือ Duty of Loyalty

ความเสียหายที่เรียกร้องอาจรวมถึง กำไรที่สูญเสีย สินทรัพย์ที่ราคาลดลง หรือโอกาสทางธุรกิจที่หลุดไป

ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก — เจ้าหนี้ฟ้องกรรมการส่วนตัวได้หรือไม่

คำถามสำคัญคือ "ถ้าบริษัทไม่มีเงินชำระหนี้ เจ้าหนี้สามารถฟ้องกรรมการส่วนตัวได้หรือไม่" คำตอบตามกฎหมายคือ "ไม่ได้ในสถานการณ์ปกติ" เพราะกฎหมายเป็นการสร้างสิ่งที่เรียกว่า "นิติบุคคล" ซึ่งมีตัวตนแยกจากสมาชิก

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นเมื่อกรรมการเป็นบุคคลที่ลงชื่อในสัญญากับเจ้าหนี้ — ในกรณีนี้ เจ้าหนี้สามารถเรียกร้องจากกรรมการส่วนตัวได้ไม่ว่าบริษัทจะมีเงินหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นการสัญญาส่วนบุคคล ไม่ใช่สัญญาของบริษัท

ตัวอย่าง: กรรมการลงชื่อรับสินเชื่อระหว่างบริษัท แต่เขาลงชื่อในฐานะ "บุคคล" ไม่ใช่ "ตัวแทนบริษัท" ในกรณีนี้ เจ้าหนี้สามารถเรียกร้องจากกรรมการได้โดยตรง

เจาะนิติบุคคล — หลัก Piercing the Corporate Veil

มีสถานการณ์ที่ศาลสามารถ "เจาะผ้าม่าน" (Piercing the Corporate Veil) และให้ความรับผิดตกไปที่กรรมการส่วนตัวแม้ว่าเป็นสัญญาของบริษัทก็ตาม สถานการณ์เหล่านี้รวมถึง:

⚠️ สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเจาะนิติบุคคล
  • โครงสร้างท่อน่อย (Thin capitalization): บริษัทก่อตั้งด้วยทุนน้อยมากเมื่อเทียบกับหนี้สิน ตัวอย่างเช่น ทุนจดทะเบียนเพียง 100,000 บาท แต่มีหนี้สินรวม 10 ล้านบาท ศาลอาจมองว่านี่เป็นการหลบหนีความรับผิด
  • กรรมการสมรู้ร่วมวิจารณ์: เมื่อบริษัทใช้เป็นเพียงเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย หรือเพื่อปิดบังความผิดกฎหมาย
  • การปลอมแปลงการทำธุรกรรม: กรรมการเอาเงินบริษัทออกมาใช้ส่วนตัว ไม่บันทึกเป็นเอกสาร หรือบันทึกเป็นการกู้ยืมแต่จริงๆ ไม่มีเจตนาชำระ
  • ความไม่เป็นระเบียบในการบริหาร: ไม่จัดประชุมผู้ถือหุ้น ไม่รักษาบันทึกประชุม ไม่จัดทำบัญชี ไม่ส่งงบการเงินต่อสำนักงานสรรพากร
  • ความหลุมลึกของประสงค์การทุจริต: กรรมการทำธุรกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ โดยต่างจากการขาดลงทุนปกติ

ศาลไทยยังไม่มีแนวพิจารณาคดีที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเจาะนิติบุคคล ส่วนใหญ่พิจารณากรณีที่เกิดการโกหกหรือการหลวงหลัวไปจากกฎหมายอย่างชัดแจ้ง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงนี้ยังคงอยู่ โดยเฉพาะในกรณีของธุรกิจครอบครัวหรือบริษัทที่ขาดการบริหารอย่างมีระบบ

กรณีตัวอย่าง — 3 สถานการณ์ที่กรรมการต้องรับผิดส่วนตัว

กรณีที่ 1: ลงนามในเอกสารด้วยตัวตนส่วนบุคคล

กรรมการคนหนึ่งขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อให้บริษัท แต่ลงชื่อในเอกสารว่า "นายสมชาย ใจดี" (ชื่อตัวตน) แทนที่จะลงชื่อว่า "นายสมชาย ใจดี ในฐานะกรรมการบริษัท" เมื่อบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธนาคารสามารถเรียกร้องจากนายสมชายส่วนตัวได้ เพราะเขาลงนามในฐานะบุคคลธรรมดา ไม่ใช่ตัวแทนบริษัท

กรณีที่ 2: การเบิกเงินของบริษัทโดยไม่บันทึก

กรรมการเบิกเงินจากบัญชีบริษัทส่วนตัว ไม่บันทึกเป็นเอกสาร และบอกว่าจะชำระคืน แต่ไม่เคยชำระ บริษัทสามารถฟ้องร้องกรรมการตามมาตรา ๑๑๖๙ เรียกร้องให้ชำระเงินสำหรับความเสียหายที่บริษัทได้รับ

กรณีที่ 3: การกระทำที่ละเมิดกฎหมาย

กรรมการไม่ยื่นแบบประกอบการวิศวกรรมต่อสำนักงานสรรพากร หรือไม่จัดทำบัญชีตามกฎหมายบัญชี บริษัทสามารถถูกปรับ และถ้าเป็นการละเมิดที่เจตนา ศาลอาจให้ความรับผิดตกไปที่กรรมการด้วยเหตุผลว่าเขาไม่ปฏิบัติหน้าที่ Duty of Care

วิธีป้องกัน — วิธีที่กรรมการปกป้องตัวเองตามกฎหมาย

กรรมการสามารถลดความเสี่ยงของการต้องรับผิดส่วนตัวด้วยวิธีต่อไปนี้:

1. ลงนามอย่างถูกต้อง: เมื่อลงนามในเอกสาร ให้เสมอลงว่า "นาย/นาง... ในฐานะกรรมการบริษัท..." เพื่อชี้ให้เห็นว่าคุณกำลังกระทำการในฐานะตัวแทน ไม่ใช่ตัวตนส่วนบุคคล

2. จัดตั้งกระบวนการตรวจสอบ (Governance): มีระบบการอนุมัติธุรกรรม การเก็บเอกสาร การประชุมคณะกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อให้สามารถแสดงว่าคุณใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจ

3. บันทึกประชุมอย่างครบถ้วน: มีเอกสารแสดงว่าการตัดสินใจแต่ละครั้งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุม มีการอภิปราย และมีเหตุผล

4. ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับบัญชี: จัดทำบัญชีครบถ้วน ยื่นงบการเงิน และส่งแบบประกอบการวิศวกรรมตรงเวลา

5. ขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษากฎหมาย: ก่อนทำธุรกรรมใหญ่ๆ ควรขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษากฎหมายเพื่อไม่ให้เข้าหนึ่งที่เสี่ยงต่อความรับผิด

6. หลีกเลี่ยงการทำสัญญาส่วนตัว: ถ้าเป็นไปได้ ให้บริษัทเป็นฝ่ายทำสัญญากับบุคคลภายนอก ไม่ใช่กรรมการส่วนตัว

คำแนะนำที่ปรึกษากฎหมาย

⚠️ เมื่อไรต้องปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดกรรมการ
  • กำลังตั้งบริษัทหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร
  • จะลงชื่อในสัญญาสินเชื่อขนาดใหญ่ — ควรตรวจสอบว่าต้องลงนามในฐานะตัวบุคคลหรือตัวแทน
  • บริษัทมีความเสี่ยงทางกฎหมาย เช่น คดีฟ้องร้อง ปัญหาบัญชี หรือการคำนวณภาษี
  • เข้าใจไม่ชัดว่าหน้าที่กรรมการอะไรบ้าง และขอบเขตความรับผิดไปที่ไหน

เอกสยาม ชัยศร ผู้มีประสบการณ์ทั้งทางกฎหมายองค์กรธุรกิจและการบริหารองค์กรจริง พร้อมช่วยให้ความปรึกษาเกี่ยวกับการปกป้องตัวเองของกรรมการ การจัดตั้งระบบการบริหารงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย และวิธีลดความเสี่ยงของการต้องรับผิดส่วนตัว

คุณเป็นกรรมการและไม่แน่ใจว่ามีความเสี่ยงหรือไม่?

ที่ปรึกษากฎหมายของเรามีความเชี่ยวชาญทั้งด้านกฎหมายและประสบการณ์บริหารธุรกิจจริง — พร้อมช่วยปกป้องสิทธิและวางกลยุทธ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ขอรับคำปรึกษา
สรุปสาระสำคัญ
  • ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัด แต่กรรมการมี Duty of Care และ Duty of Loyalty ที่ต้องปฏิบัติ
  • กรรมการถูกพิจารณาว่าเป็น "ตัวแทน" ตามมาตรา ๑๑๖๗ และต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างระมัดระวัง
  • บริษัทสามารถฟ้องกรรมการตามมาตรา ๑๑๖๙ หากกรรมการไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือก่อความเสียหาย
  • เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องกรรมการส่วนตัวได้ในสถานการณ์ปกติ เว้นแต่กรรมการลงนามส่วนตัว
  • การเจาะนิติบุคคล (Piercing the Corporate Veil) เป็นไปได้ในกรณีที่มีการหลวงหลัวหรือทุจริต
  • ลงนามอย่างถูกต้อง จัดตั้งระบบการบริหาร และปฏิบัติตามกฎหมายบัญชี เพื่อปกป้องตัวเอง
  • เอกสยาม ชัยศร ผู้มีประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับความรับผิดและหน้าที่กรรมการ